-1- 
 
รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 4/2569 
วันที่ 21 และ 26 สิงหาคม 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย 
เผยแพร่ ณ วันที่ 9 กันยายน 2569 
กรรมการที่เข้าร่วมประชุม 
นายวิทัย รัตนากร (ประธาน) นายปิติ ดิษยทัต (รองประธาน) นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน 
นายเชาว์ เก่งชน นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ นายสมชาย หาญหิรัญ 
การประเมินภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ 
เศรษฐกิจไทย มีแนวโน้ม ขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ จากแรงส่งต่อเนื่อง ของวัฏจักรเทคโนโลยีและ
ปัญญาประดิษฐ์ ( AI)  ที่สนับสนุน ให้การส่งออกสินค้า และการลงทุน ภาคเอกชน ขยายตัว ดีกว่าคาด   
แม้การบริโภคภาคเอกชนจะชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้เดิม ส่วนหนึ่งจากการระมัดระวังการใช้จ่ายของครัวเรือน
ในช่วงที่ ค่าครองชีพ ปรับสูงขึ้น  โดยการบริโภคมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นชั่วคราว ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ 
จากแรงสนับสนุน ของมาตรการภาครัฐ  แต่จะชะลอลงในช่วงไตรมาสที่ 4 หลังมาตรการ สิ้นสุด ลง ขณะที่
ประเมินว่าการบริโภค ในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวตามค่าครองชีพที่ปรับลดลงตามราคาพลังงาน และรายได้
ภาคครัวเรือนที่ทยอยปรับดีขึ้น  
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยโดยรวมยังขยายตัวต ่าและไม่ทั่วถึง โดย (1) การส่งออกสินค้าที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง
กระจุกตัวอยู่ใน สินค้าที่เกี่ยว ข้องกับวัฏจักร ปัญญาประ ดิษฐ์ ซึ่งพึ่งพาการน าเข้าจากต่างประเทศสูง  ขณะที่ 
การส่งออกสินค้า อื่นยังขยายตัวต ่าส่วนหนึ่งจากความสามารถในการแข่ งขันที่ลดลง (2) การลงทุนภาคเอกชน 
ที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้นส่วนใหญ่เป็นการลงทุน ของธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูล  (data center) โดย
ผลบวกของการลงทุนดังกล่าว ต่อการจ้างงานและ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ ต ่ากว่าการลงทุนในอดีต 
เนื่องจากมีความต้องการใช้แรงงานน้อยและพึ่งพาการน าเข้าสูง และ (3) SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัว
และปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่อง 
คณะกรรมการฯ เห็นว่า วัฏจักรเทคโนโลยีและ  AI จะช่วยสนับสนุนการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้อง
ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า  แต่ผลดีต่อเศรษฐกิจไทย อาจยังอยู่ในวงจ ากัด โดยขึ้นอยู่กับ การปรับตัวของ  
ภาคธุรกิจเพื่อเข้า สู่ห่วงโซ่อุปทาน และการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม  
นอกจากนี้ ไทย ควร รักษาความสามารถในการแข่งขันและความน่าสนใจเพื่อดึงดูด การลงทุนตรง จาก
ต่างประเทศ ( FDI) ที่มีส่วน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  ฝ่ายเลขานุการฯ  ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าปั จจุบันวัฏจักร
เทคโนโลยียังอยู่ในช่วง การวางโครงสร้างพื้นฐาน ( AI infrastructure build-out phase) สะท้อนจาก แผน 
การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีชั้นน าและโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออก  
และการลงทุนภาคเอกชนได้อีกระยะ หนึ่ง ก่อนที่เริ่มชะลอลงหลัง วัฏจักร เทคโนโลยี เปลี่ยน ผ่านเข้าสู่ช่วง 
การน าเทคโนโลยีไปใช้ (AI adoption phase) ซึ่งต้องติดตาม ผลดีที่จะมีต่อไปยังภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจ  
รวมถึงประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี  -2- 
 
คณะกรรมการฯ แสดงความกังวล ต่อการบริโภคภาคเอกชน ที่ถูกกดันจากค่าครองชีพ ที่อยู่ในร ะดับสูง 
แนวโน้มรายได้ที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงฐานะทางการเงินที่เปราะบางจาก ปัญหา หนี้ครัวเรือน  โดยเห็นว่า
เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงกระแทก ( shocks) บ่อย ขึ้น  ซึ่งส่งผลให้ฐานะทางการเงินของ  
ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับแย่ลง  อีกทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่กระจุกตัวส่งผลให้รายได้ ของครัวเรือน 
ส่วนใหญ่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป  ในขณะที่ค่าครองชีพปรับ เพิ่มขึ้นมาก โดยต้องติดตามก าลังซื้อครัวเรือน
โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต ่าภายใต้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึง 
อัตราเงินเฟ้อ มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุป ทาน แต่น้อยกว่าที่ประเมินไว้เดิม  จากราคา
พลังงานในประเทศ ที่ปรับลดลงจากช่วงไตรมาสที่ 2 ตามราคาน ้ามันดิบโลกและมาตรการดูแล ราคาพลังงาน  
ในประเทศ รวมถึงการส่งผ่านต้นทุนที่ต ่ากว่าคาด  อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงปลายปี 2569 ถึง 
ต้นปี 2570 ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งจากราคาน ้ามันในประเทศและผลของปรากฏการณ์เอลนีโญ
ต่อราคาอาหารสด  ก่อนจะกลับไปอยู่ในระดับต ่า จากผลของฐานและแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่จ ากัดภายใต้
เศรษฐกิจที่ขยายตัวต ่ากว่าศักยภาพ  ด้าน อัตรา เงินเฟ้อพื้นฐาน มีแนวโน้ม ลดลงจากประมาณการเดิม   
ตามการส่งผ่านต้น ทุนของผู้ประกอบการ ที่ต ่ากว่าคาดจากอุปสงค์ในประเทศที่ ยังอ่อนแอ และแรงกดดัน  
ด้านต้นทุนที่ลดลง สอดคล้องกับ (1) ผลส ารวจผู้ประกอบการที่สะท้อนว่าจ านวนธุรกิจที่ไม่มีแผนปรับขึ้นราคา
มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น1 และ (2) เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นที่ปรับลดลง  ส าหรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง  
ยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย 
คณะกรรมการฯ เห็นว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจท าให้ราคา
น ้ามันโลกกลับมาปรับสูงขึ้น โดยเห็นว่าราคาน ้ามันโลกที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมาส่วนหนึ่งมาจากการระบาย
น ้ามันคงคลังของหลายประเทศเพื่อชดเชยอุปทานที่ขาดหายไป ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน ้ามันส ารองโลกในปัจจุบัน
อยู่ในระดับต ่า อีกทั้งหากเส้นทาง การขนส่ง พลังงาน จากตะวันออกกลาง ถูกกระทบยืดเยื้อ  ราคาน ้ามันโลก 
อาจกลับมา เร่งสูงขึ้นได้  ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่าแม้ข้อสมมติราคาน ้ามันโลกมีแนวโน้มลดลง แต่ยังทรงตัว  
ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม โดย สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยัง มีความไม่แน่นอนสูงจะ ยังกดดันราคา
พลังงานโลกต่อไปอีกระยะหนึ่ง ขณะที่ปริมาณน ้ามันส ารองโลกอาจช่วยดูแลราคาน ้ามันโลกไม่ให้เร่งสูงขึ้นมาก
ได้ราว 1-3 เดือน หลังจากนั้นต้องติดตามการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน  คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตาม
พัฒนาการ และแนวโน้มราคาพลังงาน โลก รวมถึง สถานะ ของกองทุนน ้ามันเชื้อเพลิงในการดูแลราคา
พลังงานในประเทศ และนัยต่อเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าอย่างใกล้ชิด  
การประเมินภาวะการเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน 
อัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ . เคลื่อนไหวสอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาค โดยผันผวน  
ตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของตลาดต่อทิศทางการด าเนินนโยบายการเงิน
 
1  ผลส ารวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจเฉพาะกิจ (BSI Special) ค าถาม “ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะปรับราคาสินค้าและบริการมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับต้นทุนที่
เพิ่มขึ้น” พบว่าสัดส่วนธุรกิจที่ระบุว่าจะ “ไม่ปรับราคา” หรือ “ปรับราคาลดลง” อยู่ที่ร้อยละ 62 ในเดือน ส.ค. 2569 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 44 ใน มิ.ย. 2569 -3- 
 
ของธนาคารกลาง สหรัฐฯ โดยการเคลื่อนไหวของ เงินบาทนับตั้งแต่ต้นปีอยู่ในกลุ่ มอ่อนค่าเทียบสกุลภูมิภาค
จากโครงสร้าง เศรษฐกิจ ไทยที่พึ่งพาการน าเข้าพลังงาน  ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย เคลื่อนไหว  
ทรงตัวจากความเสี่ยงเงินเฟ้อของไทยที่ลดลง แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจหลักปรับสูงขึ้น  
โดยกรรมการบางส่วนเห็นว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอยู่ในระดับต ่าและเคลื่อนไหวตามอัตราผลตอบแทน
พันธบัตรสหรัฐฯ ลดลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากสัดส่วนการถือครองพันธบัตรของนักลงทุนในประเทศอยู่ในระดับสูง 
จึงมีส่วนช่วยลดความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี  ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร  เนื่องจากความต้องการถือครองพันธบัตรของนักลงทุน ในประเทศที่เพิ่มขึ้นมาจาก
นักลงทุนเพียงบางกลุ่ม อาทิ กลุ่มสถาบันการเงิน 
สินเชื่อรวมขยายตัว จากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ เป็นส าคัญ โดยส่วนหนึ่งเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
และสอดคล้องกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่ ที่เพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่ มาจากความต้องการ ใช้เพื่อเป็นเงินทุน
หมุนเวียนส าหรับเสริมสภาพคล่องของกิจการและรองรับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ 
อย่างไรก็ดี สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง ในเกือบทุกสาขาธุรกิจ  โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อย
สินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง  ด้านคุณภาพสินเชื่อโดยรวมยังทรงตัว  แต่ต้องติดตาม ความสามารถในกา ร 
ช าระหนี้ของ SMEs โดยเฉพาะลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเดิมและลูกหนี้ที่มีปัญหา ทางการเงิน เรื้อรังที่อยู่ภายใต้
มาตรการช่วยเหลือของสถาบันการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าภาคการเงินควรมีบทบาทในการเสริมสภาพ
คล่องให้กับกลุ่ม SMEs ที่มีศักยภาพ โดยสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง และ 
SMEs ผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด  และการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพ ให้สามารถ
เข้าถึงแหล่งเงินทุนในต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการปรับตัวและด าเนินธุรกิจ  
การพิจารณานโยบายการเงิน 
• ภายใต้กรอบการด าเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแล
เศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ  เห็นร่วมกันว่า 
การด าเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด มีส่วน
ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยอภิปรายในประเด็นส าคัญดังนี้ 
▪ อัตราเงิน เฟ้อมีแนวโน้ม ต ่ากว่าที่ประ เมินไว้  จากราคาพลังงาน และการส่งผ่านต้นทุน  
ที่น้อยกว่าคาด แต่ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง 
▪ เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัว ใกล้เคียง กับที่ประเมินไว้  โดยมีแรง ส่งต่อเนื่องจาก วัฏจักร
เทคโนโลยีและ AI แต่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต ่าและไม่ทั่วถึง  
▪ สินเชื่อรวมขยายตัว จากธุรกิจขนาดใหญ่  ขณะที่สินเชื่อ SMEs ในเกือบทุกสาขาธุรกิจ  
หดตัวต่อเนื่อง โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง -4- 
 
• คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อประคับประคอง เศรษฐกิจ 
ควบคู่ไปกับการผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยการด าเนิน
นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย  ร่วม กับนโยบายการคลังและ มาตร การทางการเงินเฉพาะจุด  
มีส่วนช่วยพยุงก าลังซื้อของภาคครัวเรือนและการปรับตัวของภาคธุรกิจในระยะสั้น  อย่างไรก็ดี  
การด าเนินนโยบาย ในระยะข้างหน้า ควรให้ความส าคัญ เพิ่มขึ้น กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ   
การยกระดับผลิตภาพการผลิต (productivity) และขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ  
• คณะกรรมการฯ เห็นว่าแม้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังไม่ใช่ระดับต ่าสุด แต่การผ่อนคลายนโยบาย
การเงินเพิ่ มเติมภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่มิใช่ภาวะวิกฤตอาจมีผลดีไม่มากนัก เมื่อ เทียบ กับ
ผลข้างเคียง เนื่องจากการส่งผ่านนโยบายการเงินอาจมีข้อจ ากัดเพิ่มขึ้น ขณะที่การคงอัตราดอกเบี้ย
ในระดับต ่าเป็นเวลานานมีผลข้างเคียง (unintended consequences) และท าให้ขีดความสามารถ
ของนโยบายการเงิน (policy space) ปรับลดลง ทั้งนี้ การแก้ปัญหา เชิงโครงสร้าง ของเศรษฐกิจ 
ควรใช้นโยบายภาครัฐอื่น อาทิ มาตรการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาค ธุรกิจ และ
มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด 
• คณะกรรมการฯ อภิปรายถึง ความเสี่ยงของ การคง อัตราดอกเบี้ยในระดับ ต ่าเป็นเวลานาน  
(low for long) โดยปัจจุบัน ยังไม่เห็น สัญญาณการสะสมความเสี่ยง ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน  
อย่างมีนัยส าคัญ แต่ต้องติดตามผลข้างเคียงของการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต ่าเป็นเวลานานเกินไป  
อาทิ (1) ความเสี่ยงต่อการสะสมความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจ การเงิน  แม้อัตราดอกเบี้ย  
ระดับต ่าจะช่วยสนับสนุนการ เติบโต ของเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่อาจน าไปสู่การสะสมความ เสี่ยง  
ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน  อาทิ การก่อหนี้ที่สูง ขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจ
ในอนาคต  (intertemporal trade -offs) และ (2) การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ 
(resource misallocation) โดยภาวะที่อัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นต้นทุนทางการเงิน (cost of capital) 
อยู่ในระดับต ่า จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต ่าสุด (hurdle rate) ที่กิจการหรือนักลงทุนคาดหวัง  
ปรับลดลง น าไปสู่การลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนและผลิตภาพต ่า ซึ่งจะส่งผลเสียต่อศักยภาพ
การขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว 
• คณะกรรมการ ฯ เห็นว่าการรักษา  policy space ยังมีความส าคัญภายใต้ บริบทเศรษฐกิจ ที่มี
ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น  เศรษฐกิจอาจเผชิญความเสี่ยงได้จาก หลายปัจจัย  ได้แก่ ความขัดแย้งทาง  
ภูมิรัฐศาสต ร์ มาตรการกีดกันทางการค้า  ความเสี่ยง ต่อระบบ การเงินโลก จากการปรับ มุมมองต่อ  
มูลค่าของเทคโนโลยีและ AI รวมถึงความเสี่ยงทางการคลัง ของหลายประเทศ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ 
เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับต ่าเมื่อเทียบกับอดีต  จึงควรรักษา  policy space ไว้เพื่อ
รองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด  
 -5- 
 
การตัดสินนโยบายการเงิน 
คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี 
คณะกรรมการฯ เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้  โดยเห็นว่าการด าเนินนโยบาย
การเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางก ารเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของ
เศรษฐกิจ แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ 
รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป 
มองไปข้างหน้า คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัว
ของเศรษฐกิจ  ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ชั่วคราว จากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้มและ  
ความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป 
 
สายนโยบายการเงิน 
9 กันยายน 2569 